ปาฏิหาริย์ เรื่องการเดินทางข้ามเวลาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัดฯ

ปาฏิหาริย์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด ที่ทำให้มุสลิมใหม่บางคนเลิกนับถือศาสนาอิสลาม

ใน โดมสีทอง (dom of the rock) นั้น คือส่วนที่สร้างครอบก้อนหินเป็นเป็นบริเวณที่ท่านนบีมูฮัมหมัดได้ขึ้นไปเฝ้า พระเจ้า ด้วยพาหนะชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มุร๊อค ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเช่นไร  ซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ประเทศปาเลสไตน์  บริเวณนี้เคยถูกอ้างว่าเป็นซากวิหารยิว ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยนบีสุลัยมาน(โซโลมอน)แต่ในยุคของท่านนีมูฮัมหมัดนั้น บนเขานี้ไม่มีสิ่งกอ่สร้างอันใดหลงเหลือแล้ว เพราะวิหารนั้นถูกทำลายหลายครั้งแม้จะมีการสร้างขึ้นใหม่แต่ก็ถูกทำลายไปอีก ตามข้อมูลที่ฉันได้ยกผ่านมาแล้ว

ภาพเปรียบเทียบวิหารแห่งพระเจ้าของยิวจำลอง  (ที่อ้างว่าเคยถูกสร้างบนภูเขานี้มาก่อนในอดีต)  กับ โดมแห่งศิลาที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน

 

ตลอดเวลาที่ฉันเล่าถึงเรื่องของท่านนบีมูฮัมหมัดในช่วงแห่งการเป็นศาสนทูต ผ่านมาสิบปีนี้ยังไม่มีสิ่งใดเลยที่ท่านได้แสดงความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ ซึ่งต่างจากศาสดาของศาสนาอื่นๆหรือศาสนาทูตองค์อื่นๆของพระเจ้า เช่น โมเสส(นบีมูซา) ดาวิด(นบีดาวูด) โซโลมอน(นบีสุลัยมาน) พระเยซู(นบีอีซา)ที่โดยรวมแล้วท่านเหล่านั้นต่างก็อิทธิปาฎิหารย์แสดงให้สา วกและผ้ร่วมอยู่ในยุคแห่งเหตุการณ์ได้ประจักษ์จดจำเล่าสืบต่อและมีบันทึก ส่วนหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ไว้ในคัมภีร์ต่างๆ ตามที่ฉันได้ยกผ่านมาแล้วทั้งในคัมภีร์ของยิวและคริสต์และคัมภีร์อัลกุรอาน ของมุสลิมต่างก็มีหลักฐานตรงกันในการทำสิ่งอัศจรรย์ที่ผ่านมา หรือแม้แต่ศาสนาที่ไม่ได้นับถือพระเจ้าองค์เดียวคนละสายความเชื่อกับเรา(ยิว คริสต์อิสลาม)ศาสดาของเขาก็ยังมีเรื่องปาฏิหารย์เหนือธรรมชาติด้วยกันทั้ง นั้นซึ่งฉันจะไม่ขอยกตัวอย่าง  แต่สิ่งหนึ่งที่ถือ ว่าเป็นเรื่องปาฏิหารย์ของท่านนบีมูฮัมหมัดตลอดเวลาที่กล่าวมาที่ชัดเจนที่ สุดคือ

การที่ท่านบอกว่าท่านได้รับโองการคัมภีร์อัลกุรอานที่ยกมาทั้งหมดนี้จากพระ เจ้าโดยตรงซึ่งผ่านทางทูตสวรรค์นำมาบอกกับท่านเป็นการส่วนตัว  ผู้ที่จะมารับอิสลามก็จำเป็นจะต้องเชื่อและยอมรับความมหัศจรรย์ในเรื่องนี้ด้วย  ซึ่ง น้องไลลาจะได้เห็นแล้วว่าคัมภีร์อัลกุรอานนั้นมีการลงมาสู่โลกและการบันทึก ชัดเจนต่างจากคัมภีร์เล่มอื่นอย่างไรตามที่ฉันได้ยกมาแล้ว

แต่ เรื่องคัมภีร์นั้นเป็นเรื่องของการอ่านการศึกษาและการค้นคว้า การจะเข้าถึงและยอมรับในปาฏิหารย์ในคัมภีร์ในเชิงวิชาการต่างๆทางปัญญานั้น ต้องใช้ความพยายามส่วนบุคคลเพื่อประจักษ์ด้วยตัวเองในเรื่องเหล่านั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ กฎหมาย อักษรศาสตร์ ความประทับใจในความสวยงามของภาษาเดิมของคัมภีร์(อาหรับ)ในแบบการประพันธ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต้องผ่านความอดทนศึกษาค้นคว้าหลายอย่างรวมทั้งประสบการณ์ชีวิต จึงจะเข้าสู่ปาฏิหาริย์ของคัมภีร์อัลกุรอาน ที่พระเจ้าประทานมา ไม่ใช่แค่เรียกร้องหาความมหัศจรรย์แล้วนั่งรอ
 

มี ความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับท่านนบีเป็นการส่วนตัวอีกเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครร่วมรู้เห็นนอกจากต้องใช้ความเชื่อความศรัทธาที่มั่นคงในตัว ท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัดเท่านั้นเป็นเครื่องวัด และเหตุการณ์นี้เป็นส่วนที่ทำให้ศาสนาอิสลามเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรุง เยรูซาเล็มในแผ่นดินปาเลสไตน์ ซึ่งตอนนั้นโรมันตะวันออกปกครอง ชาม(คือ ซีเรีย จอร์แดน ปาเลสไตน์)และขับไล่ชาวยิวออกจากแผ่นดินปาเลสไตน์ออกไปเกือบหมดมานานเป็น ร้อยปีแล้วกว่าจะมาถึงยุคของท่านนีมูฮัมหมัด (ขอพระเจ้าทรงประทานพร)
อัลอิสรออ์

“ใน ระหว่างเวลานี้เองที่ได้เกิด อัลอิสรออ์ และอัลมิอ์รอจญ์ ขึ้น ในคืนแห่ง อัลอิสรออ์ ท่านนบีได้พักอยู่ที่บ้านของลูกพี่ลูกน้องของท่านคือ ฮินด์ บุตรีของ อบู ฏอลิบซึ่งมีนามว่า อุมมุ(แม่ของ)ฮานีด้วย  ฮินด์ได้เล่าว่า “ศาสดา แห่งพระผู้เป็นเจ้าได้มาค้างคืนที่บ้านของฉัน ท่านละหมาดกลางคืนแล้วก็เข้านอน ก่อนรุ่งสางนิดเดียวศาสดาแห่งพระเจ้าได้มาปลุกพวกเราขึ้นและเราทั้งหมดก็ทำ การละหมาดในตอนรุ่งเช้าด้วยกัน  เมื่อละหมาดเสร็จแล้วท่านก็กล่าวว่า
 

“โอ อุมมุฮานี  ฉันได้ละหมาดร่วมกับเธอที่นี่เมื่อคืนนี้ แล้วฉันก็ไปที่เยรูซาเล็ม  แล้วฉันได้ทำละหมาดที่นั่น แล้วก็อย่างที่เธอได้เห็นแล้ว ฉันเพิ่งเสร็จละหมาดตอนเช้าตรู่กับเธอเดี๋ยวนี้”

ฉันตอบว่า

“โอ้ ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า จงอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ผู้คนเลย  เพราะพวกเขาจะหาว่าท่านพูดเท็จ และจะทำร้ายท่าน” 

แต่ท่านกลับตอบว่า

“ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า ฉันจะบอกพวกเขา””
(ศาสดามุฮัมมัด มหาบุรุษแห่งอิสลาม โดย หูซับน์ ฮัยกัล  น .141)

-“มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์(มูฮัมหมัด)เดินทางไปในยามค่ำคืนจากมัสยิดหะรอม(ในมักกะฮ์)ไปยังมัสยิดอักซอ(ในเยรูซาเล็ม) ซึ่งเรา(อัลเลาะฮ์)ได้ทรงให้มีความจำเริญในมัสยิดนั้น  เพื่อเราจะให้เขาเห็นสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น”-

(อัลกุรอาน17/1)

อัลอิสรออ์  หมายถึง        การเดินทางในยามค่ำคืนจากมัสยิดอัลหะรอมในมักกะฮ์ ไปยังมัสยิดอักซอในกรุงเยรูซาเล็ม

อัลมิอ์รอจญ์ หมายถึง      การเดินทางจากมัสยิดอัลอักซอไปยังฟากฟ้า

เหตุการณ์ นี้ที่เป็นความมหัศจรรย์ คือระยะทางที่จะเดินทางโดยอูฐโดยไม่หยุดพักจากมักกะฮ์ไปเยรูซาเล็มนั้น ใช้เวลาหนึ่งเดือนและกลับมามักกะฮ์อีกหนึ่งเดือนเช่นกัน   ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยถ้าคิดกันในแง่ของความจริงและเทคโนโลยีเรื่องพาหนะในการเดินทางของยุคนั้นที่จะเดินทางไปกลับในชั่วเวลาข้ามคืน  แต่ ก็อย่างที่บอกนั่นแหละเรื่องนี้เป็นเรื่องปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นกับท่านนบีมู ฮัมหมัด ท่านไม่ได้เดินทางไปเยรูซาเล็มอย่างเดียวด้วยนะ แต่ท่านยังได้เดินทางขึ้นไปสู่ชั้นฟากฟ้าซึ่งอัลเลาะฮ์ ซ.บ. ได้ให้ท่านได้ทรงเห็นสิ่งต่างๆที่เกินญาณวิสัยในระบบภาวะวิสัยที่มนุษย์จะเชื่อได้ด้วยหลักของเหตุผลอย่างที่เราติดกันอยู่  มี คนเขียนเรื่องนี้กันอย่างมากมายและบวกจินตนาการเข้าไปด้วย เช่น นายเดอร์คามผู้รอบรู้ด้านตะวันออกผู้ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งบรรยายเรื่องนี้ราวกับภาพเขียนแนว”เซอร์เรียลิสต์” ฉัน จะไม่ขอยกตัวอย่างนะ รวมทั้งมุสลิมบางคนก็บรรยายเรื่องนี้เช่นกัน ฉันขอใช้โองการกุรอานที่ยกมาให้ดูเท่านั้นเพราะถือว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ที่สุดแล้ว  แต่สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งคือ ในเหตุการณ์นี้ อัลเลาะฮ์ได้ทรงประทานบัญญัติเกี่ยวกับการละหมาด 5 เวลา มาให้แก่ประชาชาติมุสลิมซึ่งเป็นรูปแบบตายตัวชัดเจนโดยท่าน นบีมูฮัมหมัดทำตัวอย่างให้ดูทุกขั้นตอนที่มุสลิมทั่วโลกทำกันอย่างเช่นทุก วันนี้ 

แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นเป้าและเป็นประเด็นในการโจมตีอิสลามมากขึ้นสำหรับพวกกุร็อยช์เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากที่จะเชื่อและเข้าใจได้  พวกกุร็อยช์ถึงแม้จะงมงายในการกราบไหว้รูปปั้นที่ทำมาจากหินเหล็กหรือไม้ แต่พวกนี้ก็เป็นพวกที่ใช้ปัญญาและเหตุผลเป็นปัจจัยคู่ไปด้วย  ตลอด เวลาท่านนบีสอนศาสนาเป็นเหตุเป็นผลที่ยากต่อการเจาะเข้าสู่ข้อบกพร่องในการ โจมตี แต่พอเกิดเรื่องอิสรออ์ซึ่งมุสลิมจะต้องใช้ความเชื่อและศรัทธาเป็นตัววัด ความจริงใจในการเชื่อ ฝ่ายตรงข้ามก็ยกประเด็นนี้เข้าโจมตีทันที  แน่นอนมุสลิมในเวลานั้นมีมากขึ้นก็จริงแต่ระดับความศรัทธานั้นแต่ละคนมีความเข้มข้นไม่เท่ากันหรอก  เห็น ได้ชัดว่าในยุคของนบีนั้นแม้แต่เมืองที่แห้งแล้งกลางทะเลทรายอย่างมักกะฮ์ เมื่อพันสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว มนุษย์ได้ยืนอยู่บนเหตุผลมากกว่าความเชื่อแล้ว แม้แต่ผู้ที่เชื่อท่านนบี บางคนก็ยังตั้งคำถามว่า

“นี่เห็นได้ชัดเด็ดขาดแล้ว  ให้ตายเถอะ อูฐวิ่งไปยังเมืองชาม(บริเวณปาเลสไตน์)ก็ยังใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือนและอีกหนึ่งเดือนวิ่งกลับมา แล้วนบีมูฮัมหมัดจะทำเช่นนี้ภายในคืนเดียวได้อย่างไร?”  

มุสลิมบางคนก็เปลี่ยนศาสนาเสีย   บาง คนที่สงสัยไม่รู้จะไปทางไหนก็ไปหา อบู บักร์ ผู้มีศรัทธามั่นคงและเป็นเพื่อนสนิทของท่านนบี และเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง อบู บักร์ กล่าวว่า

“แน่นอนพวกท่านกำลังพูดเท็จให้ฉันฟังละซี”

พวกเขากล่าวว่า

“ศาสดามูฮัมหมัดกำลังนั่งอยู่ในมัสยิดนั่นไง ท่านกำลังเล่าเรื่องการเดินทางของท่านให้ผู้คนฟังอยู่”  อบู บักร์จึงตอบว่า

“ถ้า ท่านนบีพูดเองอย่างนั้น มันก็เป็นความจริง ท่านได้บอกเราว่า พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ลงมาจากสวรรค์สู่พื้นดินโดยตรง ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน ชั่วโมงหนึ่ง และเราก็เชื่อท่าน นั่นมิใช่สิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องที่พวกท่านสงสัยกันในวันนี้ดอกหรือ?”

อบู บักร์ได้มาหาท่านนบีและฟังคำบรรยายถึงนครเยรูซาเล็ม เมื่อท่านเล่าจบ  อบู บักร์ ก็กล่าวว่า

“ท่านพูดความจริง โอ้ศาสนทูตแห่งพระเจ้า”

นับตั้งแต่นั้นมา ท่านนบีจึงเรียก อบู บักร์ ว่า “อัซซิดดีก”(ผู้เชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้น)

แผ่นหินที่โดมแห่งศิลาสร้างคร่อมไว้(มองจากด้านบน)

เพดานของโดมแห่งศิลา (มองจากด้านล่าง

เหตุการณ์นี้สร้างความหึกเหิมแก่พวกกุร็อยช์จำนวนมาก เพราะได้ทำให้ผู้ที่มีศรัทธาอ่อนแอจำนวนมากหันหลังให้อิสลาม  เผ่าต่างๆที่มีการติดต่อค้าขายรอบมักกะฮ์ ก็โดดเดี่ยวกับมุสลิมมากขึ้น  มัน เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านแทบสิ้นหวังที่จะทำให้พวกอาหรับเผ่ากุร็อยช์พี่ น้องของท่านหันมารับอิสลามเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยเหตุการณ์นี้ก็ได้แยกผู้ที่มีศรัทธาอย่างแท้จริงออกจากผู้ที่ ไม่มั่นคงและคลอนแคลนในการศรัทธา  เพราะอิสลามเพิ่ง จะเริ่มและต้องการผู้ที่ทุ่มเทเพื่อพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์อย่างแท้ จริง มากกว่าจะมีเพียงแค่จำนวนมากแต่ขาดความจริงใจ เพราะงานใหญ่ที่รออยู่ในภายหน้านั้นใหญ่หลวงนัก

ฉัน เคยคิดว่าจะไม่เขียนถึงเรื่อง อิสรออ์ เพราะเป็นเรื่องที่มุสลิมต้องใช้ศรัทธาเท่านั้นเสมือนกับเป็นเรื่องส่วนตัว ของเรา แต่เรื่องนี้ก็มีส่วนหนึ่งที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับ เยรูซาเล็มอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นหลักของ จ.ม. ของฉัน อย่างน้อยก็เป็นการสะกิดเรื่อง อิสราเอลปาเลสไตน์ มุสลิม มักกะฮ์ เยรูซาเล็ม และยิวกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  ใช่ …..ฉันยังไม่ได้หลงประเด็นหรอก
ขอพระเจ้าทรงเมตตาให้มีสุขภาพแข็งแรงนอนหลับสบายนะ
             
Abu Abbus bin Humzah

โดย musachiza
http://www.oknation.net/blog/dragonball

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *